ผลกระทบจากการเลือกตั้งไทยปี 2026 และแนวโน้มตลาดหุ้น
จากผลการเลือกตั้งทั่วไปของไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด โดยคาดว่าจะได้ประมาณ 193-194 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้และช่วยให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยอาจร่วมกับพรรคพันธมิตรอย่างพรรคกล้าธรรม หรือพรรคอื่นๆ
ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยพุ่งขึ้น 3.5% ในวันแรกหลังเลือกตั้ง (9 กุมภาพันธ์) แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ที่ประมาณ 1,400 จุด และเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 1% เนื่องจากนักลงทุนมองว่าเสถียรภาพทางการเมืองจะนำไปสู่ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน
นักวิเคราะห์หลายแห่งปรับเป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2026 ขึ้นเป็น 1,480-1,500 จุด จากเดิม 1,400 จุด โดยคาดการณ์ GDP เติบโตดีขึ้นเล็กน้อยที่ราว 2%
นโยบายเศรษฐกิจหลักของพรรคภูมิใจไทยอย่าง "10-Plus Plan" มุ่งกระตุ้น GDP ให้สูงกว่า 3% ผ่านการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก คนรายได้ต่ำ การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิการสังคม ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหุ้นหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสั้นจากความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น
หุ้นกลุ่มที่มีโอกาสดีที่จะมีกำไรและราคาหุ้นปรับขึ้น
จากแนวโน้มเสถียรภาพรัฐบาลและนโยบายที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน หุ้นกลุ่มต่อไปนี้มีศักยภาพสูงที่จะได้รับประโยชน์ โดยคาดว่าจะเห็นกำไรเพิ่มขึ้นจากยอดขายและรายได้ที่สูงขึ้น รวมถึงราคาหุ้นที่อาจปรับตัวขึ้น 5-20% ในระยะ 6-12 เดือน หากนโยบายถูกนำไปปฏิบัติจริง (อย่างไรก็ตาม ควรติดตามผลประกอบการจริงและปัจจัยภายนอก):
- กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง: นโยบายลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น ถนน สะพาน และระบบคมนาคมในพื้นที่ชนบท จะช่วยกระตุ้นความต้องการวัสดุก่อสร้างและสัญญาโครงการ หุ้นเด่นอย่าง STECON (Stecon Group) เพิ่มขึ้นแล้ว 22% หลังเลือกตั้ง และหุ้นอื่นๆ เช่น CK อาจได้รับอานิสงส์จากงบประมาณรัฐที่เร่งเบิกจ่าย
- กลุ่มการท่องเที่ยวและโรงแรม: นโยบาย handouts ให้คนรายได้ต่ำและกระตุ้นการท่องเที่ยว (เช่น สนับสนุนการเดินทางภายในประเทศ) จะเพิ่มกำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยว หุ้นที่เกี่ยวข้องอย่าง AOT (สนามบิน), MINT (โรงแรม), CENTEL, หรือ CPALL (ค้าปลีก) มีโอกาสกำไรเพิ่มจากยอดขายที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะหากรัฐบาลต่อยอดโครงการเร่งด่วนอย่าง digital wallet หรือมาตรการลดค่าครองชีพ
- กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและ SMEs (รวมถึงการเกษตรและสุขภาพ): พรรคภูมิใจไทยมีจุดเด่นในนโยบายสนับสนุน SMEs การเกษตร และกัญชาเพื่อการแพทย์ ซึ่งอาจนำไปสู่การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หุ้นอย่าง MTC, SAWAD (สินเชื่อ), GUNKUL (พลังงานทดแทนที่เกี่ยวข้องกับเกษตร), หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกัญชาอย่าง RS (เนื่องจากมีธุรกิจกัญชา) อาจเห็นรายได้เพิ่มขึ้นจากความต้องการในพื้นที่ชนบท
- กลุ่มอื่นๆ ที่อาจได้รับประโยชน์ทางอ้อม: หุ้นธนาคารอย่าง SCB, KBANK จากการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม และหุ้นพลังงานอย่าง PTTEP หากนโยบายเน้นความมั่นคงทางพลังงาน โดยรวมแล้ว หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายใน (domestic consumption) จะได้เปรียบมากที่สุด
นักวิเคราะห์มองว่าความมั่นคงทางการเมืองจะดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลเข้าเพิ่ม ซึ่งอาจผลักดันราคาหุ้นกลุ่มเหล่านี้ขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม การลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงส่วนบุคคลและปรึกษาที่ปรึกษาการเงิน
ความท้าทายของตลาดหุ้นไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า
แม้รัฐบาลภูมิใจไทยจะมีเสถียรภาพ แต่ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความท้าทายหลายประการที่อาจกดดันการเติบโต โดยเฉพาะจากปัจจัยโครงสร้างเศรษฐกิจและภายนอก ซึ่งอาจทำให้ SET Index ผันผวนและเติบโตช้ากว่าที่คาดหากไม่มีการปฏิรูปที่ชัดเจน:
- การเติบโตเศรษฐกิจช้าและหนี้ครัวเรือนสูง: GDP คาดเติบโตเพียง 2% ในปี 2026 เนื่องจากหนี้ครัวเรือนสูง (เกือบ 90% ของ GDP) ทำให้การบริโภคลดลง และสังคมสูงอายุที่เพิ่มภาระสวัสดิการ ซึ่งอาจกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและสินเชื่อ.
- ข้อจำกัดด้านงบประมาณและหนี้สาธารณะ: หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% ของ GDP ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่เหลือให้กู้ได้จำกัด ไม่สามารถออก handouts ขนาดใหญ่ได้ยั่งยืน ซึ่งอาจทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจชะลอตัวและกระทบหุ้นที่พึ่งพางบรัฐ เช่น กลุ่มก่อสร้าง หากงบเบิกจ่ายล่าช้า
- ปัจจัยภายนอกและการค้าโลก: การแข่งขันจากจีน US ที่อาจเพิ่มขึ้น และเงินบาทที่แข็งค่าอาจกระทบภาคส่งออก (ซึ่งคิดเป็น 60% ของ GDP) ทำให้หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและส่งออกอย่าง DELTA หรือ HANA เผชิญแรงกดดัน นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวอาจลดการท่องเที่ยวและการลงทุนต่างชาติ
- ความเสี่ยงทางการเมืองและการปฏิรูป: แม้รัฐบาลมั่นคง แต่หากไม่สามารถปฏิรูปโครงสร้าง (เช่น การศึกษา แรงงาน) ได้จริง อาจนำไปสู่ความไม่พอใจทางสังคมหรือคดีการเมืองที่เหลือค้าง ซึ่งอาจทำให้ตลาดผันผวน นโยบายที่มุ่งเน้น populism ระยะสั้นอาจไม่แก้ปัญหายั่งยืน
โดยรวม ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้นจากเสถียรภาพ แต่ใน 4 ปีข้างหน้าต้องอาศัยการปฏิรูปจริงจังเพื่อให้เติบโตยั่งยืน
0 comments:
Post a Comment