Politics Military Economy Social Information and Infrastructure, Article and Analysis.

SEA Security Brief 25 ม.ค. 2026: Border Clashes ไทย-กัมพูชา, Scam Hubs ชายแดน, และ Great Power Rivalry

ความเคลื่อนไหวที่สำคัญใน Southeast Asia (Mainland)

ในช่วงต้นปี 2026 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ (Mainland Southeast Asia) กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่าน (transitions) ที่สำคัญ โดยเฉพาะในเมียนมา ไทย และเวียดนาม ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงทั้งภูมิภาค



เมียนมา (Myanmar): ยังคงอยู่ในภาวะไม่สงบอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลทหารพยายามจัดกระบวนการเลือกตั้งแบบค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 แต่ถูกตั้งคำถามจากนานาชาติและภูมิภาคว่าอาจไม่โปร่งใส

ความขัดแย้งภายในยังคงรุนแรง โดยกลุ่มกบฏและกองทัพต่อสู้กันในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจลุกลามไปยังเพื่อนบ้านอย่างไทยและบังกลาเทศ นอกจากนี้ จีนยังคงมีอิทธิพลสูงผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน แต่สหรัฐฯ พยายามแทรกแซงผ่านกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร

ลาว (Laos): สหประชาชาติ (UN) แนะนำให้ลาวออกจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ในปี 2026 ซึ่งจะทำให้ลาวสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้า แต่เป็นสัญญาณของการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ลาวยังเผชิญปัญหาหนี้สินกับจีนจากโครงการ BRI (Belt and Road Initiative) และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่การพึ่งพาจีนมากขึ้น

กัมพูชา (Cambodia): เผชิญ"เคราะห์ซ้ำกรรมซัด" หรือ "ความซวยยกกำลังสาม" ("triple whammy") ของความท้าทาย ได้แก่ เศรษฐกิจชะลอตัว ความไม่สงบชายแดนกับไทย และการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง รัฐบาลอนุมัติโครงการลงทุนผลิตยางรถยนต์ 4 โครงการในปี 2025 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มีการ pivot ไปใกล้ชิดสหรัฐฯ มากขึ้น เช่น เชิญเรือรบสหรัฐฯ เข้าท่าเรือที่จีนช่วยปรับปรุง และนายกฯ Hun Manet (จบ West Point) พบปะเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ ท่ามกลางความขัดแย้งกับไทย ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของการใช้กัมพูชาเป็น proxy เพื่อจุดชนวนความตึงเครียดภูมิภาค

เวียดนาม (Vietnam): พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเปิดการประชุมแห่งชาติครั้งที่ 14 ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านผู้นำและทางแยกยุทธศาสตร์ (strategic crossroads) ในปี  เวียดนามต้องเลือกระหว่างการใกล้ชิดสหรัฐฯ เพื่อถ่วงดุลจีนในทะเลจีนใต้ กับการรักษาความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเศรษฐกิจ แต่พลวัตภายในกองทัพและการแข่งขันมหาอำนาจอาจจำกัดทางเลือก

มาเลเซีย (Malaysia): แม้ไม่ค่อยมีข่าวเด่นเฉพาะในมกราคม 2026 แต่มาเลเซียยังคงเผชิญข้อพิพาททะเลจีนใต้กับจีน และพยายามกระจายความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ โดยเน้นเศรษฐกิจและความมั่นคงในอาเซียน มีการกล่าวถึงใน outlook ว่ามาเลเซียอาจได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในเมียนมาและความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

ความเคลื่อนไหวที่สำคัญของมหาอำนาจในภูมิภาค

การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีนยังคงเป็นปัจจัยหลักกำหนดความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปี 2026 จะเห็นการเปลี่ยนผ่านและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น

สหรัฐฯ (US): เพิ่มการมีส่วนร่วมในอาเซียนเพื่อต่อต้านอิทธิพลจีน เช่น ผ่านการเสริมสร้างความสัมพันธ์ US-ASEAN และการต่อต้านการขยายตัวของจีนในทะเลจีนใต้ ในปี 2025-2026 สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาล Trump ชุดสอง เปลี่ยนแนวทางเอเชียอย่างมาก โดยใช้ tariffs และ alliances เพื่อ contain จีน รวมถึงแทรกแซงในความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเพื่อจุดชนวนความตึงเครียดและแทรกตัวเข้าไป

จีน (China): ขยายอิทธิพลผ่าน "Ring of Pearls" ซึ่งเป็นเครือข่ายฐานทัพและข้อตกลงทางทหารจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงแอฟริกา เพื่อล้อมอินเดียและอ้างสิทธิในทะเลจีนใต้ จีนมีส่วนร่วมใน military drills ร่วมกับรัสเซียในเอเชีย-แปซิฟิก และใช้ gray-zone tactics ในทะเลจีนใต้กับฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย นอกจากนี้ จีนยังคงมีอิทธิพลสูงในเมียนมา ลาว และกัมพูชาผ่าน BRI แต่เผชิญการต่อต้านจากสหรัฐฯ

รัสเซีย (Russia): ร่วมมือกับจีนใน "axis of autocracy" รวมถึง military drills ในเอเชีย-แปซิฟิก ตะวันออกกลาง และอาร์กติก รัสเซียเพิ่มอิทธิพลในเมียนมาผ่านการขายอาวุธและสนับสนุนรัฐบาลทหาร แต่บทบาทใน SEA ยังจำกัดเมื่อเทียบกับจีน

ยุโรป (EU): เผชิญความเสี่ยงจากรัสเซียและจีน เช่น การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและการรุกรานของรัสเซีย EU พยายามสร้าง "grand bargain" กับสหรัฐฯ เพื่อรับมือ China-Russia axis แต่ tariffs ของสหรัฐฯ อาจผลัก EU ใกล้ชิดจีนมากขึ้น ใน SEA EU มีบทบาทน้อย แต่สนับสนุน ASEAN ในประเด็น climate และ trade

ประเมินผลทางด้านภูมิรัฐศาสตร์

ภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2026 กำลังเข้าสู่ภาวะ "fracture, transition, and reinvention" โดยการแข่งขัน US-China เป็นแกนกลาง ทำให้ภูมิภาคกลายเป็น "backyard" ของจีนที่สหรัฐฯ พยายาม contest ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาและเมียนมาเป็นตัวอย่างของ proxy conflicts ที่สหรัฐฯ ใช้เพื่อจุดชนวนความไม่สงบ ลดอิทธิพลจีน และแทรกตัวเข้าไปในภูมิภาค จีนตอบโต้ด้วย Ring of Pearls เพื่อล้อมอินเดียและควบคุมทะเลจีนใต้ ซึ่งอาจนำไปสู่ escalation ใน SCS กับเวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ รัสเซียและ EU มีบทบาทรอง แต่การร่วมมือ China-Russia อาจขยายการ drills ทางทหาร สร้างสมดุลอำนาจใหม่ที่ทำให้ SEA เป็น frontline ของ multipolar world โดยประเทศเล็กๆ อย่างลาวและกัมพูชาถูกใช้เป็น pawn ทำให้ความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้น

นัยะทางการเมือง การทูตระหว่างประเทศ

ทางการเมือง: ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนการใช้ proxy โดยมหาอำนาจเพื่อหลีกเลี่ยง confrontation โดยตรง เช่น สหรัฐฯ สนับสนุน opposition ในไทยและกัมพูชาเพื่อ destabilize ภูมิภาค ในเวียดนามและเมียนมา การเปลี่ยนผ่านผู้นำอาจนำไปสู่ instability ภายใน หากมหาอำนาจแทรกแซง

ด้านการทูต: US-EU พยายามสร้าง alliances เพื่อ counter China-Russia แต่ tariffs ของสหรัฐฯ อาจสร้าง rift ใน transatlantic relations ใน SEA  ASEAN อาจถูกกดดันให้เลือกข้าง โดยจีนใช้ BRI เพื่อ bind ประเทศอย่างลาวและกัมพูชา ขณะที่สหรัฐฯ ใช้ soft power และ military aid เพื่อดึงเวียดนามและมาเลเซียd นัยะคือการ diplomacy แบบ hedging ของ SEA อาจถูกทดสอบ หาก escalation เกิดขึ้นใน SCS หรือชายแดน

สรุปข่าวกรอง

จากข่าวกรองและรายงาน ข่าวสารชี้ว่าสหรัฐฯ กำลัง engineer ความขัดแย้งใน SEA เพื่อ contain จีน เช่น ในไทย-กัมพูชาและเมียนมา โดยใช้ proxy และ opposition groups จีนตอบโต้ด้วย military presence ใน SCS และ alliances กับรัสเซีย EU และรัสเซียมีบทบาทน้อย แต่ Russia aggression ในยุโรปอาจ divert ทรัพยากรสหรัฐฯ จากเอเชีย ไม่มีหลักฐานการแทรกแซงโดยตรงจาก EU แต่ global cooperation ลดลงเนื่องจาก rivalry ข่าวกรองบ่งชี้ว่าปี 2026 จะเห็น conflicts เพิ่มขึ้น หากไม่มีการ mediate จาก ASEAN หรือ China

ประเมินผลกระทบ

ผลกระทบเชิงบวก: สำหรับไทย การใกล้ชิดจีนอาจนำโอกาสเศรษฐกิจจาก BRI และ stability ในชายแดน หากจัดการความขัดแย้งกับกัมพูชาได้

เชิงลบ: ความไม่สงบในเมียนมาและกัมพูชาอาจนำ refugees และการแข่งขันอาวุธ ลดการลงทุนต่างชาติ และเพิ่มความเสี่ยงจาก proxy wars ของสหรัฐฯ 

โดยรวม ผลกระทบสุทธิเป็นลบ หากไทยถูกดึงเข้า rivalry ใหญ่ แต่ hedging กับมหาอำนาจอาจ mitigate ได้

แนวโน้ม

ระยะสั้น: ความตึงเครียดชายแดนและ SCS เพิ่มขึ้น ด้วย US proxies และ China drill

ระยะยาว: SEA อาจ fracture มากขึ้น หาก transitions ในเวียดนามและเมียนมาล้มเหลว แต่ multipolarity อาจนำไปสู่ cooperation ใน climate และ trade หาก ASEAN เป็นกลาง

แนวโน้มคือการแข่งขันที่ยืดเยื้อ โดย China-Russia ได้เปรียบใน economic influence ขณะที่ US-EU ใช้ alliances

โอกาสสำหรับประเทศไทย

ไทยมีโอกาสใช้ตำแหน่งกลางใน ASEAN เพื่อ mediate ความขัดแย้ง เช่น ในเมียนมาและกัมพูชา สร้างบทบาทผู้นำภูมิภาค สามารถกระจายความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ โดยใกล้ชิดจีนในเศรษฐกิจและรัสเซียในอาวุธ ขณะที่รักษา alliances กับสหรัฐฯ เพื่อ hedging โอกาสอื่นคือพัฒนา soft power อย่างอินเดีย เช่น humanitarian aid เพื่อสร้าง goodwill กับเพื่อนบ้าน และใช้ transitions ใน SEA เพื่อขยายการค้า หากไทยคง neutrality และเสริมความมั่นคงข้อมูลเพื่อต้าน US interference

คำศัพท์สำคัญ (Key Vocabulary)

หมวด: ยุทธศาสตร์และการเมือง (Strategy & Politics)

  • Transitions → การเปลี่ยนผ่าน (การเปลี่ยนแปลงจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง เช่น การเปลี่ยนตัวผู้นำ)
  • Strategic crossroads → ทางแยกยุทธศาสตร์ (จุดที่ต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งซึ่งจะส่งผลกระทบระยะยาว)
  • Pivot → การปรับเปลี่ยนทิศทางหรือนโยบาย (มักใช้กับการเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ)
  • Hedging → การทูตแบบแสวงหาทางป้องกันความเสี่ยง (การไม่เลือกข้างมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งอย่างสุดตัว เพื่อรักษาผลประโยชน์)
  • Destabilize → การสร้างความสั่นคลอน / ทำให้ขาดเสถียรภาพ
  • Neutrality → ความเป็นกลางทางการเมือง

หมวด: รูปแบบความขัดแย้ง (Conflict & Tactics)

  • Triple whammy → เคราะห์ซ้ำกรรมซัด (เหตุการณ์เลวร้าย 3 อย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน)
  • Proxy conflicts / Proxy wars → ความขัดแย้งผ่านตัวแทน (สงครามที่มหาอำนาจสนับสนุนกลุ่มคนหรือประเทศอื่นให้สู้กันแทนตนเอง)
  • Gray-zone tactics → ยุทธวิธีบีบคั้นในพื้นที่สีเทา (การกดดันคู่ต่อสู้ด้วยวิธีที่รุนแรงกว่าการทูตปกติ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการทำสงครามเต็มรูปแบบ)
  • Military drills → การซ้อมรบทางทหาร
  • Escalation → การขยายตัวของความขัดแย้ง (สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น)
  • Confrontation → การเผชิญหน้ากันโดยตรง

หมวด: ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations)

  • Alliances → กลุ่มพันธมิตร
  • Contain → การจำกัดวง / การปิดล้อมอิทธิพล (เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายขยายอำนาจได้)
  • Axis of autocracy → แกนนำระบอบเผด็จการ (การรวมตัวของประเทศที่มีการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ)
  • Pawn → เบี้ยล่าง (การถูกใช้เป็นเครื่องมือในเกมอำนาจของผู้อื่น)
  • Rift → รอยร้าว / ความแตกแยก (ในความสัมพันธ์)
  • Multipolar world → โลกหลายขั้วอำนาจ (โลกที่ไม่ได้มีมหาอำนาจเพียงหนึ่งหรือสองรายที่บงการทุกอย่าง)

หมวด: เศรษฐกิจและความมั่นคง (Economics & Security)

  • Tariffs → มาตรการกำแพงภาษี
  • LDC (Least Developed Country) → กลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด
  • BRI (Belt and Road Initiative) → ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ของจีน (โครงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก)
  • Mitigate → การบรรเทา (ลดผลกระทบเชิงลบ)
  • Interference → การแทรกแซง

ยุทธศาสตร์และโครงสร้างอำนาจโลก

  • BRI (Belt and Road Initiative): หรือ "เส้นทางสายไหมใหม่" ของจีน เป็นการขยายอิทธิพลผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ในแง่ความมั่นคง ถูกมองว่าเป็นการสร้างเครือข่ายที่ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องพึ่งพาจีนทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร
  • Contain (Containment): "ยุทธศาสตร์การปิดล้อม" คือการพยายามจำกัดวงอิทธิพลของประเทศคู่แข่ง (เช่น สหรัฐฯ ปิดล้อมจีน) ไม่ให้แผ่ขยายออกมานอกเขตพื้นที่เดิมของตน
  • Multipolar World: "โลกหลายขั้วอำนาจ" หมายถึงสภาวะที่โลกไม่มีมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียว (เช่น สหรัฐฯ) แต่มีหลายศูนย์กลางอำนาจที่คานกันอยู่ เช่น สหรัฐฯ, จีน, รัสเซีย และกลุ่มประเทศเกิดใหม่
  • Alliances: "กลุ่มพันธมิตร" การรวมกลุ่มของประเทศที่มีข้อตกลงร่วมกันเพื่อช่วยเหลือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ (เช่น NATO หรือกลุ่มพันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชีย)
  • Strategic Crossroads: "ทางแยกทางยุทธศาสตร์" หมายถึงสถานะของประเทศหรือภูมิภาคที่อยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจเลือกข้าง หรืออยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญมากจนการตัดสินใจนั้นจะเปลี่ยนดุลอำนาจโลก


ยุทธวิธีและเครื่องมือทางการเมือง

  • Ring of Pearls (String of Pearls): "ยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุก" เป็นแนวคิดที่จีนสร้างฐานทัพเรือหรือท่าเรือพาณิชย์เป็นจุดๆ ต่อเนื่องกันจากจีนไปจนถึงแอฟริกา เพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือและล้อมกรอบคู่แข่งอย่างอินเดีย
  • Gray-zone Tactics: "ยุทธวิธีพื้นที่สีเทา" คือการกระทำที่กดดันหรือก่อกวนฝ่ายตรงข้าม (เช่น การส่งเรือประมงไปปิดล้อมเกาะ, การโจมตีทางไซเบอร์) โดยเป็นการกระทำที่ รุนแรงกว่าการทูตปกติแต่ยังไม่ถึงขั้นการประกาศสงคราม ทำให้คู่ต่อสู้โต้กลับได้ยาก
  • Tariffs: "มาตรการกำแพงภาษี" ในบริบทนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการค้า แต่คือ "สงครามเศรษฐกิจ" ที่ใช้ภาษีเป็นอาวุธเพื่อทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศคู่แข่ง
  • Military Drills: "การซ้อมรบ" เป็นการแสดงแสนยานุภาพเพื่อข่มขวัญ หรือส่งสัญญาณเตือนฝ่ายตรงข้ามว่ากองทัพมีความพร้อมที่จะสู้รบจริง
  • Confrontation: "การเผชิญหน้า" สภาวะที่มหาอำนาจหรือประเทศคู่ขัดแย้งเผชิญหน้ากันโดยตรงอย่างตึงเครียด เสี่ยงต่อการเกิดการปะทะ


กลุ่มพันธมิตรและปรากฏการณ์ใหม่

  • Axis of Autocracy: "แกนกลางอำนาจนิยม" คำที่นักวิเคราะห์ฝั่งตะวันตกใช้เรียกกลุ่มประเทศที่ไม่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย (เช่น จีน, รัสเซีย, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ) ที่ร่วมมือกันต่อต้านระเบียบโลกเดิม
  • China-Russia Axis: "แกนกลางจีน-รัสเซีย" การผนึกกำลังกันอย่างแน่นแฟ้นของสองมหาอำนาจเพื่อคานอำนาจกับสหรัฐฯ และยุโรป
  • Grand Bargain: "ข้อตกลงครั้งใหญ่" หมายถึงการเจรจาระดับสูงที่มหาอำนาจยอมถอยคนละก้าวเพื่อยุติความขัดแย้งหลายเรื่องพร้อมกันในคราวเดียว
  • LDC (Least Developed Countries): "กลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด" ในเชิงความมั่นคง ประเทศกลุ่มนี้มักเป็นพื้นที่ที่มหาอำนาจเข้าไปแย่งชิงอิทธิพล เนื่องจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจทำให้เข้าหาได้ง่ายผ่านความช่วยเหลือทางการเงิน
  • Triple Whammy: "เคราะห์ซ้ำกรรมซัดสามเด้ง" สภาวะที่ประเทศหนึ่งเผชิญกับวิกฤตใหญ่ 3 อย่างพร้อมกัน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ, ความไม่สงบทางการเมือง และสงครามชายแดน


นิยามการเปลี่ยนแปลงของโลก

  • Fracture (แตกร้าว): ระเบียบโลกเดิมหรือความร่วมมือระหว่างประเทศเริ่มแตกแยก
  • Transition (เปลี่ยนผ่าน): ช่วงเวลาที่อำนาจกำลังเปลี่ยนมือจากขั้วหนึ่งไปสู่ขั้วใหม่
  • Reinvention (สร้างใหม่): การที่ประเทศต่างๆ ต้องสร้างยุทธศาสตร์หรือรูปแบบความร่วมมือใหม่เพื่อความอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนไป

Share on Google Plus

About Aka

0 comments:

Post a Comment